ที่มาของข้อมูล:
จัดทำ นันทกานต์ สุภวาลย์
ภูธเนศ ทองใบ ติยาภรณ์ เทียบที

พืชผักเปนพืชอาหารที่คนไทยนิยมนํามาใชรับประทานกันมากเนื่องจากมีคุณคาทางอาการทั้ง วิตามินและแรธาตุตางๆ ที่เปนประโยชนตอรางกายสูง แตคานิยมในการบริโภคผักนั้น มักจะเลือก บริโภคผักที่สวยงามไมมีรองรอยการทําลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช จึงทําใหเกษตรกรที่ปลูกผัก จะตองใชสารเคมีปองกันและกําจัดแมลงฉีดพนในปริมาณที่มาก เพื่อใหไดผักที่สวยงามตามความ ตองการของตลาด เมื่อผูซื้อนํามาบริโภคแลวอาจไดรับอันตรายจากสารพิษที่ตกคางอยูในพืชผักนั้นได เพื่อเปนการแกปญหาดังกลาว เกษตรกรจึงควรหันมา ทําการปลูกผักปลอกภัยจากสารพิษ โดยนําเอา วิธีการปองกันและกําจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกตใชรวมกัน เปนการทดแทนหรือลดปริมาณการใช สารเคมีใหนอยลง เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร ผูบริโภคและสิ่งแวดลอม
ความหมายของการปลูกผักปลอดสารพิษ ผักปลอดภัยจากสารพิษ หมายถึง ผลผลิตพืชผักที่ไมมีสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืชตกคาง อยู หรือมีตกคางอยูไมเกินระดับมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกําหนดไว ในประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่ 163 พ.ศ. 2538 ลงวันที่ 28 เมษายน 2538 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกคาง
ขอดีของการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ 1. ทําใหไดพืชผักที่มีคุณภาพ ไมมีสารพิษตกคาง เกิดความปลอดภัยแกผูบริโภค 2. ชวยใหเกษตรกรผูปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นเนื่องจากไมมีการฉีดพนสารเคมีปองกัน และกําจัดศัตรูพืช ทําใหเกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษเหลานี้ดวย 3. ลดตนทุนการผลิตของเกษตรกรดานคาใชจายในการซื้อสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช 4. ลดปริมาณการนําเขาสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช 5. เกษตรกรจะมีรายไดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ไดมีคุณภาพ ทําใหสามารถขายผลผลิต ไดในราคาสูงขึ้น 6. ลดปริมาณสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืชที่จะปนเปอนเขาไปในอากาศและนํ้า ซึ่งเปน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษของสิ่งแวดลอมไดทางหนึ่ง
วิธีการผลิตผักปลอกภัยจากสารพิษ

ในการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษนั้น จะใชหลักการปลูกพืชผักโดยการใชสารเคมีในการผลิต ใหนอยที่สุด หรือใชตามความจําเปนและจะใชหลัก “การปองกันและกําจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน หรือไอพีเอ็ม” แทนแตการที่จะปองกันและกําจัดศัตรูพืชใหไดผลนั้นจะตองเลือกวิธีที่ประหยัดเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งผูปลูกจะตองเขาใจเรื่องตางๆ ที่เกี่ยวของ ดังนี้
1. สาเหตุการระบาดของศัตรูพืช 1.1 ศัตรูพืชเคลื่อนยายจากแหลงหนึ่งไปยังอีกแหลงหนึ่ง ที่มีความเหมาะสมมากกวา ทําใหมี การขยายพันธุและระบาดทําความเสียหายเพิ่มขึ้น 1.2 สภาพแวดลอมและสภาพทางนิเวศนเปลี่ยนแปลงไปทําใหศัตรูพืชมีการขยายพันธุไดดีขึ้น เพิ่มจํานวนมากขึ้น หรือมีผลตการพัฒนาสายพันธุใหมีความตานทาน และมีประสิทธิภาพในการเขา ทําลายมากขึ้น เชน การกําจัดงู ทําใหหนูระบาด การใชสารเคมี ทําใหแมลงที่กินแมลงศัตรูพืชตาย เปนตน 1.3 สภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษยที่เปลี่ยนแปลงไป ทําใหความตองการ ผลิตในการบริโภคเปลี่ยนไป ทําใหความตองการผลผลิตในการบริโภคเปลี่ยนไป ทําใหความตองการผล ผลิตที่แตกตางกันไปตามความตองการของบริโภค ทําใหบางครั้งรองรอยการทําลายของศัตรูพืชเพียงจุด เดียว ก็ถือวาผลผลิตตกเกรดไมไดมาตรฐาน มีการระบาดของศัตรูพืชได
2. การควบคุมศัตรูพืชใหประสบผลสําเร็จ มีหลักการงายๆ 2.1 ตองปองกันไมใหเกิดโรคในแปลงปลูก เชน การใชพันธุที่ปราศจากโรคและแมลง การไม นําชิ้นสวนของพืชที่มีโรคแมลงเขามาในแปลงปลูก เปนตน 2.2 ถามีศัตรูพืชเขามาในแปลงปลูกหรือแสดงอาการเปนโรคแลว ตองยับยั้งการแพรระบาด 2.3 และถามีการระบาดแลวตองกําจัดใหหมดไป อยางไรก็ตามสาเหตุสําคัญที่กอใหเกิดการระบาดของศัตรูพืชในแปลงปลูก คือ ตัวเกษตรกรเอง ที่ละเลยการควบคุมดูแลทําใหศัตรูพืชสะสมในแปลงปลูก จนถึงระดับที่ไมสามารถควบคุมกําจัดได

3. วิธีการควบคุมศัตรูพืชอยางมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนดังนี้ 3.1 ตองศึกษาชนิดของศัตรูพืชในแปลงปลูกนั้นๆ กอน 3.2 สํารวจสถานการณศัตรูพืชในแปลงปลูก 3.3 พิจารณาแนวโนมการระบาดของศัตรูพืชแลวจึงหาแนวทางปองกันและกําจัดตอไป 3.4 เมื่อควบคุมการระบาดใหอยูในระดับที่ไมกอใหเกิดความเสียหายมากขึ้น แลวใหเลือกใชวิธี การที่เหมาะสมเพื่อลดปริมาณ หรือรักษาระดับการเขาทําลายใหคงที่หรือลดลง 3.5 ในกรณีที่ไมสามารถควบคุมสถานการณศัตรูพืชดวยวิธการอื่นๆ ไดมีความจําเปนที่จะตอง ใชสารเคมีใหเลือกใชสารเคมีที่ถูกตองเหมาะสมกับชนิดศัตรูพืชและการระบาดตามคําแนะนําวิธีการใช ในฉลาก
4. ผลดีของการปองกันและกําจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน 4.1 ลดปริมาณศัตรูพืชใหตํ่ากวาระดับที่จะกอใหเกิดความเสียหายแกพืช 4.2 ลดปริมาณการใชสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช 4.3 มีความปลอดภัยตอสุขภาพของเกษตรกรผูบริโภครวมไปถึงสภาพแวดลอม
5. วิธีการผสมผสานในการควบคุมศัตรูพืช
จะเปนการนําเอาวิธีการปองกันและกําจัดศัตรู พืชหลายวิธีมาประยุกตใชรวมกัน โดยวิธีการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษนี้มีขอแนะนําใหเกษตรกร เลือกใชวิธีการปอกกันและกําจัดศัตรูพืช ทดแทนการใชสารเคมีดังนี้
5.1 การเตรียมแปลงปลูก 5.2 การเตรียมเมล็ดพันธุ 5.3 การปลูกและการดูแล 5.4 การใหธาตุอาหารเสริม 5.5 การใชกับกัดกาวเหนียว
5.6 การใชกับดักแสงไฟ 5.7 การใชพลาสติกหรือฟางขาวคลุมแปลงปลูก
5.8 การปลูกผักในโรงเรือนมุงตาขายไนลอน 5.9 การควบคุมโดยชีววิธี 5.10 การใชสารสกัดจากพืช 5.11 การใชสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช (กรณีที่ใชวิธีการปองกันและกําจัดศัตรูพืชขาง ตนไมไดผล)
การเตรียมแปลงปลูก เนื่องจากเมล็ดพืชผักสวนใหญมีขนาดเล็ก มีระบบรากละเอียดออน ถาเกษตรกรเตรียมดินไมดี กอาจมีผลกระทบตอการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืชผักได ดังนั้น กอนการปลูกพืชควรมี การปรับสภาพดินใหเหมาะสมเสียกอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นโดยการ ปลอยนํ้าใหทวมแปลงแลวสูบออก เพื่อใหนํ้าชะลางสารเคมีและกําจัดแมลงตางๆ ที่อาศัยอยูในดิน แลว จึงทําการไถพลิกหนาดินตากแดดไว เพื่อทําลายเชื้อโรคและแมลงศัตรูที่อาศัยอยูในดินอีกครั้ง จากนั้น เกษตรกรควรจะปรับสภาพความเปนกรดเปนดางของดินใหอยูในสภาพที่เปนกลาง โดยใชปูนขาว ปูนมารล หรือ แรโดโลไมทอัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร แลวรดนํ้าตามหลังจากการใสปูนขาวเพื่อ ปรับสภาพดินที่เปนกรดใหเปนกลางนอกจากนี้ควรเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินดวยการใสปุยอินทรีย เชน ปุยคอก ปุยหมัก ในอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม/ไร ซึ่งจะชวยใหตนพืชผักมีความแข็งแรง สามารถตานทานตอการเขาทําลายของโรคและแมลงได
การเตรียมเมล็ดพันธุ กอนนําเมล็ดพันธุผักไปปลูกในแปลงปลูกหรือแปลงกลาเกษตรกรควรทําความสะอาดเมล็ด พันธุกอน ตามขั้นตอนดังนี้
1. คัดแยกเมล็ดพันธุ โดยการคัดเมล็ดที่เสีย เมล็ดวัชพืชที่มีอยูปะปน และสิ่งเจือปนตางๆ ออก 2. แชเมล็ดพันธุในนํ้าอุน ที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียสเปนเวลา 15-30 นาทีจะชวย ลดปริมาณเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุและยังกระตุนการงอกของเมล็ดอีกดวย 3. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครานํ้าคาง และโรคใบจุดควรคลุกเมล็ดพันธุดวยสารเคมี เชน เมทาแล็กซิน 35 เปอรเซ็นต SD (เอพรอน) และไอโปรไดโอน (รอฟรัล) อัตรา 10 กรัม / เมล็ด พันธุ1 กิโลกรัม
การปลูกและการดูแล การเลือกวิธีการปลูก ระยะปลูกเปนเทาใดนั้นจะขึ้นอยูกับชนิดของพืชผักที่เกษตรกรเลือกปลูก แตมีขอแนะนํา คือ เกษตรกรควรปลูกผักใหมีระยะหางพอสมควร อยาใหแนนจนเกินไป เพื่อใหมีการ ระบายอากาศที่ดีเปนการปรับสภาพแวดลอมไมใหเหมาะสมตอการระบาดของโรค นอกจากนี้ควรหมั่น ตรวจแปลงอยูเสมอ โดยอาจเลือกสํารวจเปนจุดๆ ประมาณ 10-20 จุด/ไร ถาพบวามีการระบาดของ โรคและแมลงในระดับที่กอใหเกิดความเสียหายแกพืชผักนั้น ก็ควรดําเนินการกําจัดโรคและแมลงที่พบ ทันที
การใหธาตุอาหารเสริมแกพืช จะมีความจําเปนตอพืชผักในบางชนิดเทานั้น ทั้งนี้เพื่อสรางความตานทานโรคใหแกพืชนั้น เชน พืชในตระกูลกะหลํ่าจะตองการธาตุโบรอนเพื่อสรางความตานทานโรคไสกลวงดํา มะเขือเทศจะตองการ ธาตุแคลเซียมเพื่อสรางความตานทานโรคผลเนา เปนตน
การใชกับดักกาวเหนียว กับดักกาวเหนียวนี้มีคุณสมบัติไมมีสีไมมีกลิ่น และไมมีพิษตอสิ่งแวดลอม จะใชในการควบคุม ปริมาณตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืชไดหลายชนิด เชน เพลี้ยไฟ แมลงวันเจาะผล แมลงวันของหนอนชอน ใบ ผีเสื้อกลางวันชนิดตางๆ ทั้งของหนอนคืบและหนอนใย เปนตน โดยทั่วไปมักจะนิยมใชกาวเหนียวมา ทาบนวัสดุที่มีสีเหลือง เชน แผนพลาสติก หรือกระปองนํ้ามันเครื่อง เนื่องจากแมลงมักชอบสีเหลืองโดย กับดักนี้จะใชลอแมลงใหบินมาติดกาวเหนียวที่ทาไวสําหรับการติดตั้งนั้น ควรติดตั้งกับดักในแปลงผักให สูงประมาณ 30 เซนติเมตร หรือสูงกวายอดตนผักเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แลว โดยจะใชกับดักประมาณ 60-80 กับดัก/พื้นที่ 1 ไร ในชวงที่มีการระบาดมาก (ฤดูรอน, ฤดูฝน) สวนในฤดูหนาวมีการระบาด นอย อาจใชเพียง 15-20 กับดัก/ไร
วิธีการทํากาวเหนียว วัสดุที่ใชประกอบดวย 1. นํ้ามันละหุง 550 ซีซี 2. นํ้ามันยางสน 380 กรัม 3. ไขคารนัววา (Canova wax) 60 กรัม ขั้นแรกเคี่ยวนํ้ามันระหุงจนเดือดแลวจึงเติมนํ้ามันยางสนและไขคารนัววาลงไป คนชาๆ ใหเขา กันดีแลวจึงยกออกจากเตา ตั้งทิ้งไวใหเย็นกอนนําไปใชเปนกับดักกาวเหนียวตอไปการใชกับดักแสงไฟ เปนการใชแสงไฟจากหลอดฟลูออรเรสเซนต (หลอดนีออน) หรือหลอดไฟแบล็คไลท ลอแมลง ในเวลากลางคืน เชน ผีเสื้อ หนอน กระทูหอม หนอนกระทูผัก ใหมาเลนไฟและตกลงในภาชนะที่บรรจุ นํ้ามันเครื่องหรือนํ้าที่รองรับอยูดานลาง การติดตั้งกับดักและแสงไฟจะติดตั้งประมาณ 2 จุด/พื้นที่ 1 ไร โดยติดตั้งใหสูงจากพื้นดินประมาณ 150 เซนติเมตร และใหภาชนะที่รองรับอยูหางจากหลอดไฟ 30 เซนติเมตรและควรปดสวนอื่นๆ ที่จะทําใหแสงสวางกระจายเปนบริเวณกวางเพื่อลอจับแมลงเฉพาะ ในบริเวณแปลง มิใชลอแมลงจากที่อื่นใหเขามาในแปลงการใชพลาสติกหรือฟางขาวคลุมแปลงปลูก เปนการควบคุมปริมาณวัชพืชและเก็บรักษาความชื้นในดินไวไดนาน ทําใหประหยัดนํ้าที่ใชรด แปลงผัก การใชพลาสติกหรือฟางขาวคลุมแปลงปลูกนี้ ควรใชกับพืชผักที่มีระยะปลูกแนนอน ในแปลง ที่พบการระบาดของโรคที่มีเชื้อไวรัสเปนสาเหตุ และมีเพลี้ยออนหรือแมลงเปนพาหะ แนะนําใหใช พลาสติกที่มีสีเทา-ดํา โดยใหดานที่มีสีเทาอยูดานบน เนื่องจากสีเทาจะทําใหเกิดจากสะทอนแสง จึงชวยไลแมลงพาหนะไดการปลูกผักในโรงเรือนมุงตาขายไนลอน พื้นที่ที่จะใชปลูกผักในโรงเรือน ควรเปนพื้นที่ที่สามารถปลูกผักไดอยางตอเนื่อง ไมนอยกวา 3 ป เพื่อจะไดคุมคาตอการสรางโรงเรือนและการใชตาขายไนลอน โครงสรางของโรงเรือนอาจทําดวย เหล็กหรือไมก็ไดขึ้นอยูกับเกษตรกรวาตองการจะใชพื้นที่นี้ปลูกผักนานเทาใด สวนตาขายที่ใชนั้นจะใช มุงตาขายไนลอนที่มีขนาด 16 ชองตอความยาว 1 นิ้ว โดยมุงสีขาวมีความเหมาะสมกับการปลูกผัก เนื่องจากแสงผานไดเกือบปกติสวนมุงสีฟาไมคอยเหมาะสม เนื่องจากแสงผานไดเพียงรอยละ 70 เทา นั้น การปลูกผักในโรงเรือนมุงตาขายนี้ จะไมสามารถปองกันแมลงศัตรูพืชผักไดทุกชนิด มีเพียง หนอนผีเสื้อและดวงหมัดผัก เทานั้นที่สามารถปองกันได สวนเพลี้ยออน เพลี้ยไฟ หนอนแมลงวันชอบ ใบแมลงหวี่ขาวและไร ซึ่งเปนแมลงขนาดเล็กจะไมสามารถปองกันไดรอยเปอรเซ็นต ซึ่งถาหากใชมุงไน ลอนที่มีความถี่เพิ่มขึ้นเปน 24 และ 32 ชองตอนิ้วแลวจะปองกันไดแตอาจมีปญหาเรื่องอุณหภูมิและ ความชื้นภายในมุงขอควรระวังสําหรับการปลูกผักในโรงเรือนมุงตาขาย ❖ อยาใหมีหนอนผีเสื้อหรือหนอนตางๆ หลุดเขาไปในโรงเรือนไดเพราะหนอนตางๆ เหลานี้ จะสามารถขยายพันธุไดอยางรวดเร็ว ❖ ในการยายกลา จะตองตรวจดูกลาผัก อยาใหมีไขตัวหนอนหรือดักแดติดเขาไปในโรงเรือน ❖ ควรดูแลอยาใหมุงตาขายชํารุดฉีดขาด เพราะอาจทําใหดวงหมัดผักเล็ดลอดเขาไปไดอาจจะ มีการรองดวยผาหรือแผนยางบริเวณที่มีการเสียดสีระหวางตาขายกับโครงสรางเพื่อปองกันการฉีดขาด ❖ มุงตาขายจะตองปดมิดชิดตลอดเวลา และควรทําประตูเปนแบบสองชั้น ❖ การปลูกผักในโรงเรือนมุงตาขายไมสามารถปองกันแมลงขนาดเล็กไดดังนั้น จึงอาจจะตอง ใชวิธีการกําจัดศัตรูพืชอื่นๆ รวมดวย ❖ ผักที่ปลูกไดในมุงตาขายไนลอน ประเภทกินใบ ไดแก คะนา ผักกาดขาว กวางตุง ฮองเตตั้งโอปวยเลง ขึ้นฉาย เปนตน ประเภทกินดอก ไดแก กะหลํ่าดอก บล็อกโคลี่ เปนตน ประเภทกินฝกและผล ไดแก ถั่วฝกยาว มะเขือเปราะ ถั่วลันเตา เปนตนการควมคุมโดยชีววิธี เปนการใชสิ่งมีชีวิตควบคุมศัตรูพืช ซึ่งไดแก แมลง ตัวหํ้า ตัวเบียน ที่ทําลายแมลงศัตรูพืชชนิด อื่น หรืออาจใชสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เชน เชื้อบักเตรีเชื้อไวรัส เชื้อรา ไสเดือนฝอย เปนตน ในการควบคุมซึ่งมี รายละเอียด ดังนี้ เชื้อบักเตรี ที่นิยมใชในการควบคุมแมลง คือ เชื้อบีที (BT) โดยแมลงที่ไดรับเชื้อบักเตรีชนิดนี้ เขาไปแลว นํ้ายอยในลําไสของแมลงจะละลายผลึกของเชื้อบักเตรี ทําใหเกิดสารพิษทําลายระบบยอย อาหารและอวัยวะของแมลง ทําใหขากรรไกรแข็ง กินอาหารไมไดเคลื่อนไหวชาลง และตายไปในที่สุด เชื้อบักเตรีที่มีขายเปนการคาจะมี 2 กลุม คือ 1. Kurstaki ไดแก แบคโทรฟนเอชพี ดับเบิ้ลยูพี, เซ็นทารี่ยูดีจี มีประสิทธิภาพในการกําจัด หนอนในผัก หนอนกระทูหอม และหนอนคืบกะหลํ่า 2. Aizawai ไดแก ฟลอรแบค เอชพี, ฟลอรแบค เอฟซี, ธูรีไซด เอชพีมีประสิทธิภาพในการ กําจัดหนอนใยผัก และหนอนคืบกะหลํ่า เทานั้นดังนั้น การที่จะใชเชื้อบักเตรีใหไดผล ควรเลือกชนิดของเชื่อใหตรงกับแมลงศัตรู และควรฉีด พนเมื่อหนอนยังเปนตัวออนอยู หลีกเลี่ยงแสงในขณะฉีดพน และไมควรใหนํ้าหลังจากฉีดพนเชื้อบักเตรี แลว เชื้อไวรัส ใชในการควบคุม คือ เอ็นพีวี (NPV) โดยใชในการกําจัดหนอนหลอดหอมหรือหนอน หนังเหนียว ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเขาไปทําลายระบบตางๆ ของรางกาย ทําใหหนอนลดการกินอาหาร เคลื่อนไหวชา ลําตัวมีสีซีดลง มีจุดสีขุนหรือสม แลวจะใชขาเทียมเกาะที่ตนพืชหอยหัวลงมาตายในที่สุด เชื้อรา ที่ใชในการควบคุม คือ ไตรโครเดอรมาจะควบคุมเชื้อสาเหตุของโรครากเนา โคนเนา เนาคอดิน ของมะเขือเทศและผักกาดหัว โดยจะใชเชื้อราผสมกับรําขาวและปุยหมัก ในอัตรา 1:10:40 แลวใชรอง กนหลุมหรือโรยรอบโคนตน ไสเดือนฝอย จะชวยควบคุมดวงหมัดผัก โดยชอนไชเขาสูระบบเลือดหรือกระเพาะอาหาร เมื่อเขาไปแลวจะถูก ยอยทําลาย จากนั้นจะปลดปลอยเชื้อบักเตรีที่เปนอันตรายตอแมลงออกมา ทําใหแมลงตายในที่สุด ใน การใชไสเดือนฝอยนั้น เกษตรกรควรเก็บรักษาไวในที่เย็น และใชไสเดือนฝอยในการควบคุมหลังจาก การใหนํ้าแกตนพืชชวงเวลาเย็นๆ เนื่องจากไสเดือนฝอยจะไมทนทานตอสภาพที่แหงแลง หรือถูกแสง แดดการใชสารสกัดจากพืช พืชที่นิยมนํามาใชสกัดเปนสารควบคุมโรคและแมลง คือ สะเดา เนื่องจากในสะเดามีสาร อะซาดิแรคติน (Azadirachtin) ซึ่งมีคุณสมบัติชวยในการปองกันและกําจัดแมลงไดโดย • สามารถใชฆาแมลงไดบางชนิด • ใชเปนสารไลแมลง • ทําใหแมลงไมกินอาหาร • ทําใหการเจริญเติบโตของแมลงผิดปกติ • ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง • ยับยั้งการวางไขและการลอกคราบของแมลง • เปนพิษตอไขของแมลง ทําใหไขไมฟก • ยับยั้งการสรางเอนไซมในระบบยอยอาหารของแมลง วิธีการใช คือ นําเอาผลสะเดาหรือสะเดาที่บดแลว 1 กิโลกรัม แชในนํ้า 20 ลิตร ทิ้งคางคืนไว 1 คืน แตถาเกษตรกรมีเครื่องกวนสวนผสมดังกลาว ก็จะลดเวลาเหลือเพียง 3-4 ชั่วโมง จากนั้นกรอง เอาแตนํ้ามาผสมดวยสารจับใบประมาณ 1 ชอนโตะ แลวนําไปรดพืชผักทันทีสวนกากของสะเดาที่เหลือ ใหนําไปโรยโคนตนเพื่อปรับปรุงสภาพดิน และกําจัดแมลงในดินไดอีกดวยชนิดของแมลงที่สามารถกําจัดไดดวยสะเดา 1. ชนิดที่ใชแลวไดผลดี ไดแก หนอนใยผัก หนอนหนังเหนียว หนอนกระทูชนิดตางๆ หนอน กัดกินใบ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ หนอนมวนใบ หนอนหัวกระโหลก 2. ชนิดที่ใชแลวไดผลปานกลาง ไดแก เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะ สมอฝาย หนอนตนกลาถั่ว แมลงหวี่ขาว แมลงวันทอง เพลี้ยไกแจเพลี้ยอ่อน 3. ชนิดที่ใชแลวไดผลนอย ไดแก หนอนเจาะฝกถั่ว เพลี้ยไฟ ไรแดง มวนและดวงชนิดตางๆ พืชผักที่ใชสารสกัดจากสะเดาไดผล ไดแก ผักคะนา กวาง ผักกาดหอม กะหลํ่าปลีกะหลํ่าดอก แตงกวา แตงโม แตงเทศ มะเขือเทศ มะเขือยาว หนอไมฝรั่ง ขาวโพดออน พริกขี้หนู ตําลึง มะนาว มะกรูดการใชสารแคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช จากขอมูลที่ไดกลาวมาแลวขางตน ในการปฏิบัติจริงของเกษตรกรนั้น เกษตรกรตองหมั่นตรวจ แปลงปลูกพืชของตนอยางสมํ่าเสมอ เพื่อเปนการพยากรณสถานการณของศัตรูพืชในแปลงของตน เมื่อ ทราบสถานการณแลวจึงพิจารณาเลือกใชวิธีการปองกันและกําจัดที่เหมาะสม แตในกรณีที่ไมสามารถ ควบคุมหรือไมมีวิธีการควบคุมใดที่ใชไดผลแลว เกษตรกรอาจใชสารเคมีในการควบคุมศัตรูพืชนั้นๆ ได โดยพิจารณาจาก
1. เปนสารเคมีที่เหมาะสมกับศัตรูพืชชนิดนั้น 2. สารเคมีนั้นสลายตัวไดเร็ว 3. ใชในอัตราที่เหมาะสมตามคําแนะนํา 4. เวนระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามคําแนะนํา ทั้งนี้เพื่อไมกอใหเกิดอันตราย หรือมีสารพิษตกคางในพืชผักนั้น และมีความปลอดภัยตอ ผูบริโภคอีกดวย
No comments:
Post a Comment